ศิลาแลง

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

  ศิลาแลง (Laterite) โดย สิน สินสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา  สาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา สสวท.  บทนำ ศิลาแลง หรือแลง (Laterite) เป็นวัสดุธรรมชาติที่เกิดขึ้นบริเวณมรสุมเขตร้อน ซึ่งคนในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้จักและนำมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานานแล้ว มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์รู้จักนำศิลาแลงมาบดผสมกับยางไม้ใช้เป็นสีในการวาดภาพตามถ้ำและหน้าผาหิน นอกจากนั้นคนในภูมิภาคนี้ได้นำศิลาแลงมาใช้ในการก่อสร้างวัดและปราสาทหินดังที่พบเห็นในประเทศไทย กัมพูชา และลาว มีอายุย้อนหลังไปตั้งแต่ 700 – 1,000 ปีที่ผ่านมา แต่ศิลาแลงเพิ่งเป็นที่รู้จักในวงการวิทยาศาสตร์ตะวันตกเมื่อประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง โดยบุชานัน (Buchanan, F. 1807) ได้สังเกตเห็นวัสดุก่อสร้างที่เป็นศิลาแลงบริเวณภูเขาของประเทศอินเดียและคาบสมุทรมลายู แล้วนำไปเผยแพร่ในหมู่นักวิชาการตะวันตก ศิลาแลงครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของพื้นผิวโลก และเกิดขึ้นในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร ในทวีปเอเชียจะพบศิลาแลงตั้งแต่ประเทศอินเดียมาทางตะวันออกเฉียงใต้จนถึงประเทศฟิลิปปินส์ และตอนเหนือของออสเตรเลีย ในทวีปแอฟริกาพบศิลาแลงกระจัดกระจายอยู่ที่ประเทศไนจีเรีย ไปจนถึงอังโกลา ส่วนในทวีปอเมริกา พบอยู่ในประเทศเม็กซิโกและบราซิล เนื่องจากศิลาแลงเกิดอยู่ในพื้นที่จำกัด การศึกษาวิจัยจึงไม่แพร่หลาย และเป็นของแปลกใหม่สำหรับประเทศทางแถบขั้วโลกและยุโรป ซึ่งรู้จักศิลาแลงในชื่อ “หินสีแดงอิฐ” (brick – red rock) มีความแข็งคล้ายอิฐ (ภาษาอังกฤษ จึงเรียกศิลาแลงว่า “laterite” มาจากรากศัพท์ภาษาลาติน later แปลว่า […]

หยิบวีดิโอคลิปจาก YOUTUBE มาใช้ในชั้นเรียนวิทย์มัธยมฯ

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

หยิบวีดิโอคลิปจาก YOUTUBE มาใช้ในชั้นเรียนวิทย์มัธยมฯ   โดย ชาคริต อนันตวัฒนวงศ์   ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้น มีเนื้อหามากมายที่จำเป็นต้องแสดงให้ผู้เรียนได้เห็นและสังเกตถึงกระบวนการ หรือความต่อเนื่องของปฏิกิริยาหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสื่อประเภทตัวอักษร  คำบรรยาย หรือแม้แต่ภาพนิ่ง ไม่สามารถตอบโจทย์ของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นี้ได้  สื่อที่ช่วยลดภาระงานสำหรับครู โดยเฉพาะการทดลองที่ต้องใช้เวลามากหรืออาจมีอันตราย หรือบางการทดลองต้องใช้เครื่องมือที่มีต้นทุนที่สูงมาก ดังนั้น สื่อประเภทวีดีทัศน์ ที่มีทั้งเสียงและภาพเคลื่อนไหวประกอบเข้าด้วยกัน จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่จะนำมาใช้ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์  แต่จะหาวีดิทัศน์เหล่านี้มาจากไหน   ภาพบางส่วนจากวีดิโอคลิบเรื่อง การนำความร้อน ภาพบางส่วนจากวีดิโอคลิบเรื่อง ลอยหรือจม  ที่มา จากสื่ออีบุ๊ค หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 1 ปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่ให้บริการวีดิโอผ่านอินเทอร์เน็ตที่มียอดผู้ชมวิดีโอทางเว็บไซต์ทะลุหลัก 100 ล้านครั้งต่อวัน หรือคิดเป็นราว 29 เปอร์เซ็นต์ของยอดการเปิดดูวิดีโอคลิปทั้งหมด ในสหรัฐฯ   แต่ละเดือนมีผู้อัพโหลดวีดีโอขึ้นเว็บกว่า 65,000 เรื่อง เว็บไซต์ที่กล่าวถึงนี้ แทบไม่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคนใดไม่รู้จัก YouTube (www.youtube.com) YouTube คืออะไร YouTube คือเว็บไซต์แลกเปลี่ยนภาพวีดิโอ โดยผู้ใช้สามารถอัพโหลดภาพวีดิโอเข้าไป เปิดดูภาพวีดิโอที่มีอยู่ […]

ทำไมขึ้นเขาจึงรู้สึกเมื่อย-พลังคิด

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

พลังคิด  ตอน ทำไมขึ้นเขาจึงเมื่อย อ.อรรถพล อังศุภศิริกุล นักวิชาการสาขา วิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา (สสวท.)       ต้นคิด อาจารย์ครับ  ทำไมเวลาที่เราขึ้นเขาจึงรู้สึกเมื่อยมากกว่าเดินบนพื้นราบครับ วิทยากร ในการ ขึ้นเขาเป็นการที่เราออกแรงเพื่อเคลื่อนตัวเราขึ้นไปยังที่สูงในแนวดิ่ง  ต้านแรงโน้มถ่วงของโลกที่กระทำต่อตัวเรา :ซึ่งเราต้องออกแรงมากกว่าน้ำหนักตัวของเราเอง  ถ้ายิ่งเรามีมวลมากและขึ้นไปบนพื้นที่สูงอย่างรวดเร็วก็ยิ่งต้องออกแรงมาก  ดังนั้น ร่างกายยิ่งต้องใช้พลังงานในการเคลื่อนที่ขึ้นในแนวดิ่งดังกล่าวมาก ทำให้รู้สึกเหนื่อยมากกว่า การเดินบนพื้นราบ ซึ่งออกแรงใกล้เคียงกับน้ำหนักของตัวเอง ก็สามารถเคลื่อนที่ไปในแนวราบได้ ต้นคิด เอ ถ้าอย่างนั้นต้องเคลื่อนที่ขึ้นเขาอย่างไรดีนะ

เรานำน้ำมันดิบมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าได้อย่างไร

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

           ปิโตรเลียมไม่ว่าจะอยู่ในรูปก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันดิบ ล้วนมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีประโยชน์มากมาย ซึ่งสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแต่ละชนิด มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ประโยชน์แตกต่างกันด้วยเหตุนี้การแยก องค์ประกอบที่อยู่ในปิโตรเลียม … เรานำน้ำมันดิบมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าได้อย่างไร   โดย พลอยมรกต  หรุ่มเรืองวงษ์ (นักวิชาการ สาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา สสวท.) ปิโตรเลียมไม่ว่าจะอยู่ในรูปก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันดิบ ล้วนมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีประโยชน์มากมาย ซึ่งสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแต่ละชนิด มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ประโยชน์แตกต่างกันด้วยเหตุนี้การแยกองค์ประกอบที่อยู่ในปิโตรเลียม ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่างๆถือได้ว่าเป็นการเพิ่มพูนมูลค่าของปิโตรเลียม กระบวนการกลั่นน้ำมันดิบคือการเปลี่ยนสภาพน้ำมันดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปชนิดต่างๆตามความต้องการของตลาดและตามประเภทของการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเบนซิน น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และ ยางมะตอย นอกจากนี้ยังใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตน้ำมันหล่อลื่น จาระบีและเคมีภัณฑ์ต่างๆ กระบวนการกลั่นน้ำมันดิบแตกต่างกันออกไปตามโรงกลั่นต่างๆขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของกระบวนการกลั่นของแต่ละแห่ง รวมถึงคุณภาพของน้ำมันดิบที่นำมากลั่น และชนิดคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ต้องการ ซึ่งกระบวนการกลั่นน้ำมันประกอบด้วนกรรมวิธีสำคัญได้แก่ การแยก การเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมี การปรับปรุงคุณภาพ และการผสม ผังแสดงกรรมวิธีการกลั่นน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ที่ได้ 1.  การแยก (Separation) คือวิธีการแยกส่วนประกอบทางกายภาพของน้ำมันดิบออกด้วยวิธีการกลั่น โดยนำน้ำมันดิบมากลั่นในหอกลั่นโดยน้ำมันดิบจะถูกแยกออกเป็นน้ำมันสำเร็จรูปต่างๆตามช่วงจุดเดือดที่ต่างกัน ซึ่งก่อนที่จะนำน้ำมันดิบเข้าหอกลั่นนั้นต้องมีการแยกน้ำและเกลือแร่ที่ปนอยู่ออกเสียก่อน กระบวนการกลั่นน้ำมันดิบมีอยู่หลายวิธีได้แก่ 1.1) การกลั่นลำดับส่วน (Fractional distillation) […]

ว่าด้วยเรื่องเมฆ

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

เมฆ   โดยกมลนารี ลายคราม นักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา สสวท   เมฆ คือ อนุภาคขนาดเล็กของน้ำหรือน้ำแข็งหรือทั้งสองอย่าง รวมกันเป็นกลุ่ม มองเห็นลอยอยู่ในอากาศและมักไม่สัมผัสพื้นโลก อาจมีอนุภาคขนาดใหญ่ของน้ำหรือน้ำแข็งหรืออนุภาคของเหลวหรือของแข็งที่ไม่ใช่น้ำปนอยู่ด้วย เช่น ควันหรือฝุ่นละออง   การจัดแบ่งเมฆ เมฆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีรูปแบบได้มากมายนับไม่ถ้วน อย่างไรก็ตามสามารถกำหนดลักษณะสำคัญเพื่อแบ่งเมฆออกเป็นตระกูล (general) และแบ่งย่อยต่อไปได้อีกเป็นประเภท (species) ชนิด (varieties) ลักษณะเสริม (supplementary feature) เมฆเพิ่มเติม (accessory cloud) และเมฆต้นกำเนิด (mother cloud)   ตระกูลเมฆ เมฆ แบ่งออกเป็น 10 ตระกูล ดังนี้  1. ซีร์รัส (Cirrus) จัดอยู่ในเมฆชั้นสูง เป็นเมฆที่แยกกันอยู่ มีลักษณะเป็นเส้นใยละเอียดสีขาว หรือเป็นหย่อมหรือแถบสีขาวหรือค่อนข้างขาว มองดูเป็นปุยคล้ายขนสัตว์ หรือเหลือบเป็นมันเงา หรือทั้งสองอย่าง ไม่มีเงาเมฆ ประกอบด้วยผลึกน้ำแข็งเกือบทั้งหมด ซีร์รัสอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์วงแสง (halo) ไม่เต็มวงรอบดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ได้ ไม่ทำให้เกิดน้ำฟ้า  2. ซีร์โรคิวมูลัส (Cirrocumulus) จัดอยู่ในเมฆชั้นสูง […]

ฟ้าผ่า

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

ฟ้าผ่า   โดย ดร.โชคชัย อัศวินชัย (ผู้เชี่ยวชาญ, สาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา) ประเทศไทยอยู่ในบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน ซึ่งก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ หรือบางครั้งเป็นพายุใต้ฝุ่น มรช่วงเดือนมิถุนายน ถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนของทุกปี เป็นผลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักอยู่เสมอ ในบางครั้งฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้พื้นที่บางส่วนของประเทศเกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหาด้านคมนาคม ที่อยู่อาศัย และอาจเกิดโรคระบาดกับคนและสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง มักจะเกิดฟ้าแลบเป็นแสงสว่างจ้าคล้ายกับแสงจากแฟลชขนาดใหญ่จากท้องฟ้า และมีเสียงฟ้าร้องและความสั่นสะเทือนตามมา ในบางครั้งก็เกิดฟ้าผ่าตามมาด้วย ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัว และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ว่า จะเกิดฟ้าผ่าบริเวณไหน เมื่อใด และรุนแรงขนาดไหน ฟ้าผ่ามาสามารถทำลายชีวิตและทรัพย์สินให้ราบเรียบลงได้ในช่วงเวลาอันสั้นและอย่างคาดไม่ถึง ในแต่ละวันจะมีพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นทั่วโลกประมาณ 45,000 ครั้ง และมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นนับร้อยครั้งทุก ๆ วินาที ซึ่งทำให้ในแต่ละปีฟ้าผ่าได้คร่าชีวิตมนุษย์บนโลกไปประมาณ 500 คน สำหรับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากฟ้าผ่าประมาณ 5 คนต่อปี ส่วนในอเมริกามีอัตราเฉลี่ยของผู้ตามจากการถูกฟ้าผ่าสูงถึง 95 คนต่อปี โดยในปี พ.ศ. 2532 ชาวอเมริกันถูกฟ้าผ่าตาย 74 คน และอีก 282 คนได้รับบาทเจ็บสาหัส ฟ้าผ่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีฟ้าแลบและฟ้าร้องตามมาตามลำดับ […]

การเกิดน้ำขึ้นน้ำลง

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

การเกิดน้ำขึ้นน้ำลง   โดยกมลนารี ลายคราม นักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา สสวท.   น้ำขึ้นน้ำลงคือปรากฏการณ์ที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และลดลงเป็นช่วงๆในแต่ละวัน โดยเกิดจากแรงดึงดูดระหว่างมวลของดวงจันทร์และโลก น้ำขึ้นจะเกิดบนผิวโลกบริเวณที่มีตำแหน่งใกล้ดวงจันทร์และตรงกันข้ามกับตำแหน่งของดวงจันทร์ ส่วนน้ำลงเกิดในพื้นที่บนโลกที่มีพื้นที่ตั้งฉากกับตำแหน่งของดวงจันทร์ เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองพื้นที่บนโลกที่มีตำแหน่ง ใกล้ ตรงกันข้าม หรือตั้งฉากกับดวงจันทร์จะมีการเปลี่ยนตำแหน่งไป จึงทำให้พื้นที่หนึ่งๆเกิดน้ำขึ้น น้ำลงวันละ 2 ครั้ง โดยปกติน้ำทะเลขึ้นวันละ 2 ครั้งและลงวันละ 2 ครั้ง โดยมีช่วงเวลาระหว่างการขึ้น – การลงประมาณ 6 ชั่วโมง 12 นาที ทำให้น้ำขึ้นครั้งแรกถึงครั้งถัดไปห่างกันประมาณ 12 ชั่วโมง 25 นาที และวันถัดไปน้ำจะขึ้นช้าวันละประมาณ 50 นาที เพราะดวงจันทร์เคลื่อนไปอยู่ทางตะวันออกของจุดเดิมเกือบ 13 องศา การที่วัตถุใดๆจะเคลื่อนที่ได้จะต้องมีแรงมากระทำกับวัตถุนั้น ในกรณีนี้ น้ำในส่วนต่างๆของโลกถูกทำให้เคลื่อนที่โดยแรงโน้มถ่วง (Gravity) ที่เกิดขึ้นจากดวงจันทร์ แรงโน้มถ่วงจากทั้งโลกและดวงจันทร์กระทำซึ่งกันและกัน ทำให้ดวงจันทร์ (คล้ายกับ) โคจรรอบโลก หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือ ทำให้โลกและดวงจันทร์โคจรรอบศูนย์กลางมวลร่วมกัน แต่แรงโน้มถ่วงเป็นแรงที่มีขนาดแปรผกผันกับค่ากำลังสองของระยะห่างระหว่างวัตถุ ดังนั้น แรงโน้มถ่วงที่กระทำระหว่างโลกและดวงจันทร์จึงมีค่าไม่เท่ากันในแต่ละตำแหน่งบนพื้นผิวของโลกและดวงจันทร์ เรียกว่าเป็นแรงไทดัล (Tidal force)     รูปที่ 1 แรงโน้มถ่วงระหว่างโลกและดวงจันทร์มีค่าไม่เท่ากันในแต่ละตำแหน่งเรียกเป็นแรงไทดัล   แรงไทดัลทำให้รูปร่างของโลกและดวงจันทร์ไม่เป็นทรงกลมที่สมบูรณ์ ทำให้โลกมีรูปร่างแป้น คือมีรัศมีในแนวเส้นศูนย์สูตรมากกว่ารัศมีในแนวขั้วโลกเล็กน้อย และทำให้ดวงจันทร์หันด้านเดียวเข้าหาโลกตลอดเวลา มีแก่นกลางที่ไม่อยู่ในตำแหน่งใจกลาง แต่ค่อนมาทางโลกเล็กน้อย และด้วยเหตุนี้เอง น้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบถึง 2 ใน 3 ของพื้นโลก และเป็นของไหล (Fluid) ที่เคลื่อนที่ไหลเวียนไปได้ทั่วทั้งโลก จึงแสดงผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ให้เห็นอย่างเด่นชัด น้ำที่อยู่ด้านใกล้กับดวงจันทร์จะถูกแรงดึงดูดดึงเข้าไปหาดวงจันทร์มากกว่าน้ำที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ดังแสดงในรูปที่ 2 และแสดงด้วยเส้นสีแดงในรูปที่ 3   […]

อาหารและสารอาหาร

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

อาหารและสารอาหาร   อาหาร (food) คือ สิ่งที่เรารับประทานได้โดยปลอดภัยและให้สารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ในประเทศไทยมักจำแนกเป็น 5 หมู่ หรือ 5 กลุ่ม เพื่อเป็นแนวทางให้คนไทยบริโภคอาหารที่หลากหลายและครบส่วน อาหาร 5 หมู่ ได้แก่ หมู่ที่ 1 ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน หมู่ที่ 2 ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ถั่ว ไข่ หมู่ที่ 3 ได้แก่ ไขมันและน้ำมัน หมู่ที่ 4 ได้แก่ ผัก หมู่ที่ 5 ได้แก่ ผลไม้ สารที่เป็นองค์ประกอบในอาหาร เรียกว่า สารอาหาร (nutrient) เป็นสารที่ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต จำแนกตามองค์ประกอบทางเคมีเป็น 6 ประเภท คือ คาร์โบไฮเดรต  […]

กระดาษทดสอบความชื้น

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

กระดาษทดสอบความชื้น   โดยกมลนารี ลายคราม นักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา สสวท. จุดประสงค์ ประดิษฐ์กระดาษทดสอบความชื้น ทดสอบความชื้นของอากาศโดยการใช้กระดาษวัดความชื้น   รายการวัสดุอุปกรณ์ ลำดับ รายการอุปกรณ์ ปริมาณต่อกลุ่ม 1 โคบอลต์(II)คลอไรด์ 1 ขวดต่อห้อง 2 กระดาษกรอง หรือกระดาษทิชชู่ เท่าจำนวนคน 3 ตะเกียบ เท่าจำนวนคน(ข้าง) 4 กาวหรือเทปใส 1 ขวด/1ม้วน 5 ที่ฉีดน้ำ (foggy) 1 อันต่อห้อง 6 ไดร์เป่าผม 1 อัน วิธีทำ 1. นำโคบอลต์(II)คลอไรด์ใส่ใน ที่ฉีดน้ำ แล้วเติมน้ำลงไปอัตราส่วน 20 กรัมต่อน้ำ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร 2. พับกระดาษกรองให้เป็นรูปต่างๆตามต้องการ นำไปติดกับตะเกียบไม้ 3. ฉีดสารละลายโคบอลต์(II)คลอไรด์ไปที่กระดาษกรองที่เตรียมไว้แล้วเป่าให้แห้งด้วยไดร์เป่าผม 4. นำกระดาษชุบสารละลายโคบอลต์(II)คลอไรด์ไปไว้ที่บริเวณต่างๆ สังเกตสีเพื่อตรวจสอบความชื้น […]

การบอกตำแหน่งวัตถุท้องฟ้า

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

การบอกตำแหน่งวัตถุท้องฟ้า   สุจิตรา ศิริสวัสดิ์พิพัฒน์ ผู้ชำนาญสาขาวิทยาศาสตรมัธยมศึกษา ในการที่จะศึกษาหรือทำความเข้าใจในเรื่องของดาราศาสตร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากดวงดาวทั้งหลายรวมทั้งวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ นั้นอยู่ไกลแสนไกล การบอกตำแหน่งของดวงดาวเหล่านั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการหาวิธีที่จะสื่อสารกันว่ากำลังกล่าวถึงดวงดาวใด ดังนั้นขั้นแรกต้องสร้างจินตนาการก่อนว่ามีท้องฟ้าเป็นรูปครึ่งทรงกลมครอบเราอยู่ โดยมีเรายืนอยู่ที่จุดศูนย์กลางของครึ่งวงกลม เมื่อสมมติว่ามีท้องฟ้าแล้วจึงกำหนดต่อไปว่าดวงดาวหรือวัตถุท้องฟ้าที่ต้องการจะศึกษาอยู่ที่ใดบนท้องฟ้า ในการบอกตำแหน่งของวัตถุใด ต้องบอกค่าอย่างน้อย 2 ค่า เช่น การบอกตำแหน่งบนโลก ต้องบอกค่าละติจูดและลองจิจูด เช่นเดียวกับการบอกตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า ต้องบอกด้วยค่าอย่างน้อย 2 ค่า วิธีที่ง่ายคือ ใช้ระบบเส้นขอบฟ้า และเป็นการบอกตำแหน่งที่สัมพันธ์กับเวลา คือ เวลาเปลี่ยนไปตำแหน่งของวัตถุก็จะเปลี่ยนไป ในระบบนี้จะบอกตำแหน่งวัตถุด้วยค่า 2 ค่า คือ มุมทิศ (Azimuth) และมุมเงย (Altitude) เราสามารถวัดมุมทิศและมุมเงยได้ดังนี้ การวัดมุมทิศ  มุมทิศเป็นมุมที่บอกทิศ โดยเริ่มวัดจากจุดทิศเหนือไปตามเส้นขอบฟ้าทางตะวันออก จนกระทั่งกลับมาที่จุดทิศเหนือ มุมทิศมีค่ามุมสูงสุดเท่าใด? การวัดมุมเงย  มุมเงยเป็นมุมที่วัดจากเส้นขอบฟ้าขึ้นไปตามเส้นวงกลมดิ่งจนถึงจุดเหนือศีรษะ   มุมเงยมีค่ามุมสูงสุดเท่าใด?  เพื่อความสะดวกในการวัดค่ามุมทิศและมุมเงยจึงได้มีการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อใช้วัดค่ามุมทั้งสอง อุปกรณ์ชนิดนี้ เราเรียกว่า แอสโทรเลบ (Astrolabe)   แอสโทรเลบอย่างง่ายที่ประดิษฐ์ขึ้น ประกอบด้วย […]