การคัดเลือกตามธรรมชาติ

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

สาระน่ารู้เรื่อง การคัดเลือกตามธรรมชาติ   การคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) ผศ.ดร.สุมิตรา วิสุทธารมณ์   สิ่งมีชีวิตมีกำเนิดบนโลกนี้เมื่อประมาณ 3,500 ล้านปีมาแล้ว ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ สิ่งมีชีวิตเริ่มแรกได้มีวิวัฒนาการก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ทั้งที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบันและที่สูญพันธุ์ไปแล้ว สิ่งมีชีวิตหลากหลายในปัจจุบันจึงมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมไปตามกาลเวลา เป็นการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้านทั้งรูปร่าง สรีระวิทยา และพฤติกรรม และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นช้าๆ ทีละเล็กทีละน้อย ใช้ระยะเวลายาวนาน   ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin, ค.ศ.1809 – 1882) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษเสนอแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต โดยมีหลักฐานสนับสนุนว่าสิ่งมีชีวิตหลากหลายสปีชีส์ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมาจากสิ่งมีชีวิตดั้งเดิม โดยการสืบทอดลักษณะที่ปรับเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อยของบรรพบุรุษ (descent with modification) และอธิบายว่าวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นโดยการคัดเลือกตามธรรมชาติ (natural selection) กล่าวคือ สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีจะมีชีวิตอยู่รอดได้มากกว่าสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวได้ และถ่ายทอดลักษณะที่ปรับเปลี่ยนไปยังชั่วรุ่นถัดไป เมื่อเวลาผ่านไปลักษณะที่ปรับเปลี่ยนซึ่งเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมจึงเพิ่มมากขึ้นในแต่ละชั่วรุ่น ขณะที่ลักษณะที่ไม่เหมาะสมลดน้อยหรืออาจหมดไป จนในที่สุดเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากเดิมกลายเป็นสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ วิวัฒนาการโดยการคัดเลือกตามธรรมชาติตามแนวคิดของดาร์วิน มาจากข้อสังเกตที่เป็นสภาวะธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต 4 ข้อ คือ ก. การผลิตที่มากเกิน (overpopulation) […]

ซากดึกดำบรรพ์ (Fossil)

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

  ซากดึกดำบรรพ์ (Fossils) โดย สิน สินสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา  สาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา สสวท.  บทนำ ในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดขึ้นบนโลก มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเป็นลำดับหลัง ๆ มีการเปรียบเทียบ โดยสมมุติว่าถ้าโลกกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม… มนุษย์ก็ควรเกิดขึ้นบนโลกเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม… มนุษย์จึงมีข้อจำกัดเป็นอย่างมากในการที่จะสืบสาวเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ของโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่ ทั้งนี้เพราะมนุษย์เรามีอายุเฉลี่ยอยู่บนโลกไม่เกิน 100 ปี จัดเป็นระยะเวลาที่สั้นมากเมื่อเทียบกับอายุของโลกที่เกิดขึ้นเมื่อ 4,600 ล้านปีที่ผ่านมา เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะใช้อะไรเป็นหลักฐานเพื่อทราบเรื่องราวของโลก ดิน หิน แร่ ที่ประกอบกันเป็นภูเขา แผ่นดิน หรือท้องทะเล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาให้มนุษย์ขบคิดมาเป็นเวลานาน เพื่อหาคำตอบให้กับประวัติความเป็นมาของโลก และแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ จากการศึกษาค้นคว้าเป็นลำดับจนในที่สุด นักธรณีวิทยาพบว่าในบรรดาหลักฐานทั้งหลายที่ได้ศึกษากันมานั้น ซากดึกดำบรรพ์ที่ประทับรอยไว้ในหิน เป็นหลักฐานหนึ่งที่ให้คำตอบเกี่ยวกับประวัติของโลกได้เป็นอย่างดี “ซากดึกดำบรรพ์” เป็นร่องรอยของพืชและสัตว์ ที่ปรากฏอยู่ในหิน ส่วนมากจะพบในหินตะกอนมากกว่าหินชนิดอื่น อาจพบในหินภูเขาไฟบ้างแต่น้อยมาก ซากดึกดำบรรพ์ในหินจะบ่งถึงสภาพแวดล้อม และชนิดของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้นในขณะเวลาที่เกิดการสะสมตะกอน ซากดึกดำบรรพ์ของไครนอยด์ที่พบในหิน แอนดีไซต์ ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟที่เขาชนโถ จังหวัดเพชรบูรณ์ ไครนอยด์เป็นสัตว์ทะเล […]

แหล่งเรียนรู้หินภูเขาไฟ

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

"แหล่งเรียนรู้ หินภูเขาไฟ" เบ็ญจวรรณ ศรีเจริญ หินภูเขาไฟเกิดขึ้นได้อย่างไร ? หินภูเขาไฟ (Volcanic rock) หรือ หินอัคนีพุ (Extrusive rock) เกิดจากการปะทุขึ้นมาของแมกมาจากใต้โลกขึ้นสู่ ผิวโลกเป็นลาวาไหลออกมา ซึ่งการปะทุขึ้นมาของแมกมาเกิดขึ้นได้ หลายรูปแบบ เช่น  1. การปะทุแบบไม่รุนแรง เป็นการปะทุตามปล่องหรือรอยแตก รอยแยกของแผ่นเปลือกโลกลาวาไหลหลากเอ่อล้นไปตามลักษณะภูมิประเทศ ลาวาจะถ่ายโอนความร้อนให้กับบรรยากาศภายนอกอย่างรวดเร็ว  ทำให้อะตอมของธาตุต่าง ๆ มีเวลาน้อยในการจับตัวเป็นผลึกหินลาวาหลากจึงประกอบด้วยแร่ที่มีผลึกขนาดเล็กหรือเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นและจำแนกผลึกได้ด้วยตาเปล่า เช่น  – หินบะซอลต์ เป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวของลาวาที่มีความหนืดน้อย มีปริมาณซิลิกาอยู่ในช่วง 45-52 เปอร์เซ็นต์  – หินแอนดีไซต์ เป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวของลาวาที่มีความหนืดปานกลาง มีปริมาณซิลิกาอยู่ในช่วง 52-66 เปอร์เซ็นต์  – หินไรโอไรต์ เป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวของลาวาที่มีความหนืดมาก มีปริมาณซิลิกามากกว่า 66 เปอร์เซ็นต 2. การปะทุแบบรุนแรง เป็นการปะทุแบบระเบิด เกิดตามปล่องภูเขาไฟ ขณะที่แมกมาเกิดปะทุพ่นขึ้นมาด้วยแรงระเบิดพร้อมกับฝุ่นก๊าซ เถ้า ไอน้ำ และชิ้นวัตถุที่มีรูปร่างขนาดต่างๆ กันกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ  ชิ้นวัตถุุุเหล่านี้อาจเป็นเศษหินและแร่ เย็นตัวบนผิวโลกตกลงมาสะสมตัวทำให้เกิดแหล่งสะสมชิ้นภูเขาไฟ  […]

การวัดความหนาแน่นเรือนยอดด้วยเดนซิโอมิเตอร์

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

การวัดความหนาแน่นเรือนยอดด้วยเดนซิโอมิเตอร์ ในการสำรวจ รวบรวมข้อมูลภาคสนาม เพื่อศึกษาระบบนิเวศในท้องถิ่น นักเรียนจะรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต ใช้ประสาทสัมผัสและวัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยรวบรวมข้อมูลในส่วนที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์ไม่สามารถตรวจสอบและระบุ ปริมาณได้ นักเรียนจะได้สังเกต บันทึกสภาพทั่ว ๆ ไปของบริเวณที่สำรวจ บันทึกชนิด จำนวนของสิ่งมีชีวิต ทั้งที่เป็นพืช สัตว์ สังเกตร่มเงา ปริมาณแสง ความแรงของลม กระแสน้ำ ในการสำรวจ สังเกตพืชพรรณที่ขึ้นอยู่ในบริเวณที่สำรวจ นักเรียนควรจะได้สังเกตและบันทึกสิ่งปกคลุมดิน เช่น ต้นไม้ใหญ่ พืชล้มลุก พืชคลุมดิน รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ด้วยว่าในบริเวณที่สำรวจมีพืชพรรณอะไรบ้างปกคลุมดิน พืชเด่นที่พบเป็นพืชชนิดใด มีความสูงเท่าไรหรือสูงไม่เกินระดับเข่า หรือเป็นพืชคลุมดิน พืชเด่นที่พบเป็นพืชใบกว้างหรือใบแคบ เรือนยอดสานกันหนาแน่นหรือโปร่ง มีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องลงมาถึงพื้นดินหรือไม่ ชนิด ปริมาณสิ่งปกคลุมดินและชนิดของพืชพันธุ์เด่นมีความเชื่อมโยงอย่างมีปฏิ สัมพันธ์กันโดยกระบวนการที่จำเพาะเจาะจงกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในระบบนิเวศ เช่น ความชื้น อุณหภูมิผิวดิน อุณหภูมิของบรรยากาศ รวมทั้งวัฏจักรของน้ำ วัฏจักรของสารต่าง ๆ โดยเฉพาะคาร์บอน การหมุนเวียนของพลังงานในระบบนิเวศ การระบุชนิดและปริมาณสิ่งปกคลุมดินทำได้หลายวิธี ขึ้นกับขอบเขตของการสำรวจ แหล่งข้อมูล […]

วิวัฒนาการบรยากาศของโลก

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

วิวัฒนาการบรรยากาศของโลก   ย้อนไป เมื่อ 4,600 ล้านปีที่แล้ว กลุ่มแก๊สและฝุ่นซึ่งมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแก๊สไฮโดรเจนและแก๊สฮีเลียม ได้รวมตัวกันเกิดเป็นดวงอาทิตย์  เศษที่เหลือได้รวมตัวกันเป็น ดาวเคราะห์ซึ่งรวมถึงโลกและวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ แก๊สไฮโดรเจนและแก๊สฮีเลียมที่เหลือซึ่งไม่ได้ทำปฏิกิริยากับธาตุอื่นและสาร ระเหยง่ายเช่น แอมโมเนีย มีเทน และน้ำ ได้ถูกดาวเคราะห์ดวงใหญ่ดึงเอาไว้ ดาวเคราะห์ขนาดเล็ก เช่นโลก ดึงแก๊สไฮโดรเจน และฮีเลียมไว้ได้เพียงเล็กน้อย  ด้วยเหตุนี้บรรยากาศของโลกเราในช่วงนั้นจึงประกอบไปด้วย แก๊สไฮโดรเจน และแก๊สฮีเลียมปริมาณเบาบางเป็นองค์ประกอบหลัก และมีแก๊สอื่นๆที่เป็นสารประกอบของไฮโดรเจน เช่น มีเทน และแอมโมเนีย อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันบรรยากาศของโลกเรานั้น มีองค์ประกอบหลักเป็นแก๊สไนโตรเจนถึง 78% และออกซิเจนถึง 21% โดยประมาณ ส่วนแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียมนั้นพบน้อยมาก เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ในช่วงเวลา 4,600 ล้านปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น บรรยากาศของโลกมีวิวัฒนาการอย่างไร จึงทำให้สัดส่วนของแก๊สในบรรยากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงเป็นดังเช่นใน ปัจจุบัน การ เปลี่ยนแปลงสัดส่วนของแก๊สในบรรยากาศจากอดีตเมื่อเริ่มเกิดโลก วิวัฒนาการยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน เกิดเนื่องมาจากกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก และส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของโลกในอดีต ต่อเนื่องมาจนปัจจุบันหากโลกของเราปกคลุมไปด้วยแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียม สิ่งมีชีวิตต่างๆย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ เพราะสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องใช้แก๊สออกซิเจนในการดำรงชีวิต รวมไปถึงสภาพแวดล้อมต่างๆบนโลกย่อมไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างเช่น ดาวเคราะห์อื่นๆ ในระบบสุริยะของเรา หากย้อนไปในช่วงที่โลกเริ่มเกิด […]

กินถูกหลักกับธงโภชนาการ

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

กินถูกหลักกับธงโภชนาการ   การจำแนกอาหารเป็น 5 หมู่หรือ 5 กลุ่มอาหารนั้น เป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคอาหารอย่างหลากหลาย ครบหมู่ อย่างไรก็ตามนอกจากการบริโภคให้ครบทุกหมู่แล้ว ปริมาณการบริโภคอาหารในแต่ละหมู่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาวะโภชนาการ ต่อมาจึงมีความพยายามในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสัดส่วนอาหารที่ควรบริโภค ในรูปแบบพิรามิดโภชนาการ หรือในประเทศไทยนิยมใช้เป็นธงโภชนาการ ข้อมูลในธงโภชนาการจะบอกถึงปริมาณ สัดส่วน และความหลากหลายของอาหารที่คนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ควรกินใน 1 วัน โดยนำเอาอาหารหลัก 5 หมู่ มาแบ่งเป็น 4 ชั้น 6 กลุ่ม ตามสัดส่วนที่ควรรับประทาน ดังนี้   ในภาพ จะเห็นว่า สัดส่วนของอาหาร แสดงโดยใช้ขนาดของพื้นที่ พื้นที่มากกินมาก พื้นที่น้อยกินน้อย ส่วนการกินอาหารให้หลากหลายชนิด ไม่ซ้ำจำเจ แสดงโดยใช้ภาพอาหารในแต่ละกลุ่ม ให้กินอาหารทุกกลุ่ม และในแต่ละกลุ่มต้องกินให้หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารต่างๆ ครบถ้วน ตามที่ร่างกายต้องการ และเป็นการหลีกเลี่ยงการสะสมพิษภัย จากการปนเปื้อนในอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่กินเป็นประจำ การจัดกลุ่มอาหารข้างต้น มีข้อแตกต่างไปจากอาหารหลัก 5 […]

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับฉลากโภชนาการ

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับฉลากโภชนาการ   ฉลากโภชนาการคือฉลากอาหารที่มีการแสดงข้อมูลโภชนาการของอาหารนั้นไว้บนฉลากนอกเหนือไปจากการให้ข้อมูลทั่วไป โดยแสดงเป็นกรอบข้อมูลโภชนาการที่ระบุรายละเอียดของชนิดและปริมาณสารอาหารที่มีในอาหารนั้น ข้อมูลโภชนาการที่ปรากฏบนฉลากจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้ทราบว่าอาหารนั้นมีสารอาหารประเภทใดบ้าง เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันประเภทไหน ปริมาณเท่าไร และปริมาณสารอาหารที่มีนั้นเป็นสัดส่วนเท่าไรของปริมาณสารอาหารที่ควรบริโภคในแต่ละวัน นอกจากนั้นยังมีข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ถ้าบริโภคในปริมาณมาก หรือบริโภคประจำ เช่นไขมัน น้ำตาล โซเดียม เป็นต้น     ข้อมูลโภชนาการสามารถพิจารณาจากกรอบข้อมูลโภชนาการตามลำดับ ดังนี้ “หนึ่งหน่วยบริโภค” หมายถึง ปริมาณการกินหรือดื่มต่อครั้ง เช่น “หนึ่งหน่วยบริโภค: 1 กล่อง (220 มิลลิลิตร)” หมายถึงบริโภคครั้งละ 1 กล่อง หรือ 220 มิลลิลิตร แต่ถ้าเขียนว่า “หนึ่งหน่วยบริโภค : 5 ลูก (120 กรัม)” หมายความว่า บริโภคครั้งละ 5 ลูก “จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ” หมายถึง ห่อนี้ ขวดนี้ หรือกล่องนี้ บริโภคได้กี่ครั้ง เช่น ถ้าเขียนว่า […]

แนะนำวงล้อเมฆ

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

วงล้อเมฆ กมลนารี ลายคราม สาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา ออกแบบศิลป์โดย นางสาวสุรีย์ พงศ์พิพัฒน์เวช สาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา   ซีร์รัส อัลโตคิวมูลัส นิมโบสตราตัส คิวมูโลนิมบัส ถ้าท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่มีปัญหากับชื่อเมฆเหล่านี้ สสวท. โดยสาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา มีวงล้อเมฆ สื่อเพื่อช่วยในการเรียนรู้ ชื่อเมฆ ลักษณะ และระดับความสูง แบบง่ายๆ สนุกๆ มาให้ใช้กันค่ะ             วงล้อเมฆเป็นสื่อที่ประกอบด้วยแผ่นวงกลม 3 แผ่นประกบกัน ใช้ในการศึกษา ลักษณะ ระดับความสูงและชื่อของ เมฆพื้นฐานทั้ง 10 ชนิด โดยหมุนเลือกลักษณะและความสูง ของเมฆที่สนใจ ก็จะสามารถทราบชื่อเมฆนั้นได้หรือ เลือกชื่อเมฆที่สนใจ ก็จะสามารถทราบลักษณะและความสูงของเมฆได้เช่นกันค่ะ ทำใช้ได้เอง ไม่ยากเลย มาลองดูกันนะคะ ขั้นแรกตัดกระดาษตัวอย่างที่ให้มา (เอาหนังสือไปถ่ายเอกสารก่อนนะคะ ) ตามรอยเป็นวงกลม จะได้แผ่นวงกลม ขนาดใหญ่เท่ากัน 2 แผ่น […]

การใช้และดูแลรักษากล้องจุลทรรศน์

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

ใบความรู้สำหรับครู การใช้และดูแลรักษากล้องจุลทรรศน์ วิธีใช้ 1.  วางกล้องให้ฐานอยู่บนพื้นรองรับที่เรียบสม่ำเสมอ เพื่อให้ลำกล้องตั้งตรง 2.  หมุนเลนส์ใกล้วัตถุ (objective lens) กำลังขยายต่ำสุดอยู่ตรงกับลำกล้อง 3.  ปรับกระจกเงาใต้แท่นวางวัตถุให้แสงสะท้อนเข้าลำกล้องเต็มที่ โดยใช้ตามองผ่านเลนส์ใกล้ตาลงไป จะเห็นเป็นวงกลมสีขาวที่มีความสว่าง 4.  นำสไลด์ที่จะศึกษาวางบนแท่นวางวัตถุ ให้วัตถุอยู่กลางบริเวณที่แสงผ่าน แล้วค่อยๆ หมุนปุ่มปรับภาพหยาบ (coarse adjustment knob) ให้ลำกล้องเลื่อนลงมาอยู่ใกล้วัตถุที่จะศึกษามากที่สุด โดยระวังอย่าให้เลนส์ใกล้วัตถุสัมผัสกับกระจกปิดสไลด์ 5.  มองผ่านเลนส์ใกล้ตา (eyepiece) ลงตามลำกล้องพร้อมกับหมุนปุ่มปรับภาพหยาบ (coarse adjustment knob) ขึ้นช้าๆ จนมองเห็นวัตถุที่จะศึกษาแล้วจึงเปลี่ยนมาหมุนปุ่มปรับภาพละเอียด (fine adjustment knob) เพื่อปรับภาพให้ชัด อาจเลื่อนสไลด์ไปมาช้าๆ เพื่อให้วัตถุที่ต้องการศึกษามาอยู่กลางแนวลำกล้อง ในการใช้กล้องบางรุ่น ขณะปรับภาพ ลำกล้องจะเคลื่อนที่ขึ้นและลงเข้าหาวัตถุ แต่กล้องส่วนใหญ่ในปัจจุบันแท่นวางวัตถุจะเป็นส่วนที่เลื่อนขึ้นลงเข้าหาเลนส์ใกล้วัตถุ 6.  ถ้าต้องการขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น ให้หมุนเลนส์ใกล้วัตถุที่มีกำลังขยายสูงขึ้น  เข้ามาในแนวลำกล้อง โดยไม่ต้องขยับสไลด์อีก แล้วหมุนปุ่มปรับภาพละเอียดเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น 7.  การปรับแสงที่เข้าในลำกล้องให้มากหรือน้อยให้หมุนปุ่มปรับไดอะแฟรม (diaphragm) ปรับแสงตามต้องการ กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้กันในโรงเรียนจะมีจำนวนเลนส์ใกล้วัตถุจำนวน […]

โรคทางพันธุกรรม

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ สาระน่ารู้การศึกษาวิทยาศาสตร์

ใบความรู้ 2   โรคทางพันธุกรรม หน่วยพันธุกรรม หรือ ยีน สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ โดยยีนเป็นรหัสพันธุกรรมอยู่ในรูปแบบของลำดับนิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ที่เซลล์สามารถถอดรหัสและแปลรหัส ในการสร้างโปรตีนที่ทำหน้าที่ต่างๆ ซึ่งควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต ในการแบ่งเซลล์ ดีเอ็นเอจะขดตัวพันกันแน่นเป็นโครโมโซม มนุษย์มีจำนวนโครโมโซม 23 คู่ (46 โครโมโซม) ประกอบด้วยโครโมโซมที่ไม่ใช่โครโมโซมเพศ หรือเรียกว่าออโตโซม 22 คู่ และโครโมโซมเพศ 1 คู่ คือ XX ในเพศหญิง และ XY ในเพศชาย สำหรับโครโมโซมคู่เหมือน (homologous chromosome) แต่ละคู่นั้น โครโมโซมหนึ่งจะได้รับมาจากพ่อ และอีกโครโมโซมหนึ่งได้รับมาจากแม่ ยีนเป็นช่วงหนึ่งของโมเลกุลดีเอ็นเอที่เรียงตัวกันไปตามโครโมโซม โดยมีตำแหน่งและลำดับของยีนที่จำเพาะในโครโมโซม เรียกว่า โลคัส (locus) ทั้งนี้ยีนที่แต่ละโลคัสมีรูปแบบของยีนหรืออัลลีล (allele) ได้หลายแบบ ในกรณีที่มีอัลลีลที่โลคัสใดเหมือนกันทั้งสองอัลลีล เรียกว่า คู่ยีนเป็นแบบโฮโมไซกัส ส่วนในกรณีที่โลคัสใดมีอัลลีลต่างกัน เรียกว่าคู่ยีนเป็นแบบเฮเทอโรไซกัส การกลายพันธุ์ หรือมิวเทชัน สามารถทำให้เกิดความผิดปกติของยีนจนไม่สามารถถอดและแปลรหัสออกมาเป็นโปรตีนที่ทำงานตามปกติได้ อย่างไรก็ตามหากความผิดปกติทางพันธุกรรมเกิดขึ้นในเซลล์ร่างกาย […]